วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รู้ทันอันตรายจากอาหาร

จริงหรือที่ว่าผลไม้นั้นดีต่อสุขภาพ ในขณะที่มันฝรั่งอบกรอบมีอันตรายแอบแฝง แต่ในความเป็นจริงอาหารที่ดีก็สามารถเป็นอันตรายและทำให้ป่วยได้ หากกินอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การกินเนยกับยาบางชนิดอาจทำให้เกิดโรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญรู้ว่าอาหารที่เรากินกันนั้น มีปริศนาซ่อนอยู่และไม่ได้ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับทุกคน อย่างเช่น
1.แอลกอฮอล์
หากดื่มแอลกอฮอล์มากจะทำลายตับ มีปัญหากับระบบกระเพาะและลำไส้ เยื่อบุปาก ตับอ่อน ระบบหัวใจและหลอดเลือด ความจำ กระดูก และหลอดอาหาร โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้โครงสร้างบางอย่างของทารกเปลี่ยนไป เช่น หัวใจ หู และข้อต่อ
2.หน่อไม้ดิบ ไม่ควรกินหน่อไม้ดิบเป็นอาหาร เพราะมีสาร Cyanogenic Glycoside ที่จะเปลี่ยนเป็นสารพิษเมื่อเข้าไปสู่ระบบย่อยอาหาร แต่เมื่อผ่านความร้อนจากการปรุง ความร้อนจะทำลายสารพิษดังกล่าว หน่อไม้ก็จะกลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์เพราะมีสาร Silica ที่จะช่วยบำรงผิว ผม เล็บ และกระดูก
3.ไข่
ไม่ควรกินไข่ดิบ เพราะอาจได้รับอันตรายจากการติดเชื้อซัลโมเนลลา ทำให้อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องเสีย และเป็นไข้ โดยเฉพาะจะอันตรายมากกับเด็ก ๆ และคนชรา ดังนั้นจึงควรใช้ความร้อนมากกว่า 75 องศาเซลเซียสในการปรุงไข่เพื่อฆ่าเชื้อโรค
4.น้ำมันร้อนจัดเกินไป หากใช้น้ำมันร้อนจัดเกินไปอาจทำให้เกิดสาร Peroxide ซึ่งสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่สำคัญ ๆ ได้ นอกจากนี้ยังเป็นที่ต้องสงสัยว่า จะเกิดเนื้องอกและก่อมะเร็ง ดังนั้น จึงไม่ควรทอดน้ำมันที่ใช้ความร้อนเกิน 80 องศาเซลเซียส
5.ปลา ทั้งปลา หอย และอาหารทะเลอื่น ๆ ได้รับสารอันตรายจากทะเล เช่น สารปรอท , DDT, Dioxin หรือ PCB หากได้รับสารอันตรายเหล่านี้มากเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อเส้นประสาท ทำให้คลื่นเหียน อาเจียน ประสาทหลอน เสียความสมดุล อาจทำให้กล้ามเนื้อ การหายใจ และหัวใจตายด้าน และเพียง 15 นาทีก็จะทำให้เสียชีวิตได้
6.เนื้อดิบ


สตรีตั้งครรภ์ห้ามกินเนื้อดิบ ๆ เพราะแบคทีเรียจากเนื้อดิบอาจเป็นอันตราย หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ต่อตัวอ่อนในครรภ์ หลังจากกินเนื้อดิบอาจก่อให้เกิดอาการคัน ลำไส้อักเสบ หรือน้ำหนักลดซึ่งต้องไปพบแพทย์
ข้อแนะนำ : เพื่อไม่ให้อาหารเป็นอันตรายต่อสุขภาพ คุณควรให้ความสนใจกับสิ่งที่กิน อาหารอันตรายก็ควรระวังในการปรุง และกินในปริมาณพอควรเท่านั้น หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

8 โรคอันตรายที่มากับฤดูหนาว


1. ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุเป็นไวรัสที่ เรียกว่า อินฟลูเอ็นซาไวรัส (influenza virus) หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดคือ influenza A และ B ส่วนไวรัส influenza อีกชนิดหนึ่งคือ influenza C มีความรุนแรงน้อยและไม่มีความสำคัญในการแพร่ระบาด จึงอาจไม่นับอยู่ในกลุ่มของโรคไข้หวัดใหญ่


2. ไข้หวัด (Common cold)ไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่ได้ แต่ข้อแตกต่างก็คือไข้หวัดธรรมดามักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอ เป็นอาการเด่น ไม่ค่อยมีอาการไข้ และปวดกล้ามเนื้อไข้หวัดใหญ่มีภาวะแทรกซ้อนได้บ่อยกว่า และโดยทั่วไปอาการรุนแรงและยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดธรรมดามีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้น้อยมาก แต่ไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้เช่นปอดบวม
3. โรคปอดบวม (Pneumonia)โรคปอดบวมหมายถึงภาวะปอดซึ่งเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ซึ่งในสภาวะที่ผิดปกติอาจเกิดจากเชื้อรา และพยาธิ เมื่อเป็นปอดบวม จะมีหนองและสารน้ำอย่างอื่นในถุงลม ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับออกซิเจน ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน และอาจถึงแก่ชีวิตได้
4. โรคหัด (Measles)โรคนี้เป็นโรคของเด็กวัยก่อนเรียนและวัยเรียน ตั้งแต่อายุ 2 ถึง 12 ขวบ มักไม่พบในเด็กเล็กกว่า 8 เดือน เพราะมีภูมิคุ้มกันจากแม่ ติดต่อกันได้ง่ายมากจากการไอ จามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป โรคหัดมักเกิดระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน
5. โรคหัดเยอรมัน (Rubella) แพทย์ชาวเยอรมันเป็นผู้อธิบายว่า โรคนี้เป็นโรคใหม่ที่ต่างจากหัดเป็นคนแรก จึงเรียกโรคนี้ว่า หัดเยอรมัน ส่วนในบ้านเรามีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เหือด โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง ถ้าเป็นกับเด็กหรือผู้ใหญ่ทั่วไปมักจะหายได้เอง โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง


6. โรคไข้สุกใส (Chickenpox/Varicella) โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลาไวรัส (Varicella virus) หรือ Human herpesvirus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือสัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนตุ่มน้ำของคนที่เป็นสุกใสหรืองูสวัด หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ ผ่านเข้าทางเยื่อเมือก

7. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Gastroenteritis)โรคนี้ เป็นโรคที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญและยืนยันถึงภัยอันตราย เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตของเด็กยังมีอัตราที่สูง โดยคร่าชีวิตเด็กทั่วโลกปีละสามหมื่นถึงห้าหมื่นคน เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน คือโรตาไวรัส (Rota virus)
8. โรคไข้หวัดนก (Avian Influenza)เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (Influenza A) สายพันธุ์ H5N1 เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ปีกที่มักมีการเรียกขานว่า ไข้หวัดนก สัตว์ปีกทุกชนิดรับเชื้อนี้ได้ ไก่มักป่วยรุนแรงและตาย ส่วนนกน้ำ นกชายทะเล นกป่า และเป็ดมักไม่ป่วย แต่เป็นพาหะ คือมีเชื้อออกมากับมูล ทำให้โรคแพร่มายังไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มและตามบ้านเรือน รวมทั้งนกในธรรมชาติ






































































































































วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สถานการณ์น้ำท่วม





ประเทศไทย มักจะต้องเผชิญกับปัญหาความไม่พอดีของน้ำอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่ชาวบ้านในแถบที่ราบสูง ต้องเผชิญกับความแห้งแล้งจนทำให้พืชผลไร่นาเสียหาย ปีนี้ก็เช่นกันที่ปัญหาภัยแล้งมาเยือนเสียจนน้ำในเขื่อนแทบแห้งขอด น้ำในแม่น้ำต่างเหือดหาย แต่แล้ว...พายุฝนก็ซัดกระหน่ำลงมาราวกับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ จากพื้นที่ความแห้งแล้งก็กลับกลายเป็นน้ำท่วมสูง…

จ.แพร่ เป็นจังหวัดที่ต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยอย่างสาหัสใน 8 อำเภอ เมื่อน้ำป่าไหลหลากทะลักมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้ที่อยู่อาศัยหลายอำเภอ ใน จ.แพร่ ต้องจมอยู่ใต้น้ำที่สูงกว่า 1 เมตร และนั่นหมายถึงพืชผลทางการเกษตร 5,000 ไร่ รวมทั้งที่ดินเสียหายยับเยินหลายร้อยหลังคาเรือน


จ.น่าน ชาวบ้านกว่า 2,337 ครัวเรือน ใน 7 อำเภอ ต้องเดือดร้อนกับสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตร 12,640 ไร่ โดยระดับน้ำขณะนี้สูงกว่า 1.20 เมตร


จ.ลำปาง ประสบภัยน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งทางจังหวัด ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินไปแล้ว 49 ตำบล 9 อำเภอ โดย อ.งาว และ อ.แม่เมาะ เป็นพื้นที่ล่าสุด โดยมีราษฎรกว่า 213,674 คน ใน 45,386 หลังคาเรือน ได้รับความเดือดร้อน และจากกรณีที่น้ำในห้วยแม่ตุ๋ยและห้วยแม่นึง สูงเอ่อล้นขึ้นมาบนฝั่งถึง 5 เมตร ทำให้โรงเรียนต่าง ๆ เสียหายอย่างมากและต้องประกาศหยุดเรียนทันที


จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่ ปภ.จ.เชียงราย สรุปสรุปสถานการณ์น้ำท่วม ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีน้ำท่วมใน 10 อำเภอ 41 ตำบล 330 หมู่บ้าน 20,000 หลังคาเรือน ประเมินมูลค่าความเสียหายกว่า 102 ล้านบาท โดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอพญาเม็งราย และ อำเภอแม่จัน ซึ่งพบว่าความเสียหายส่วนใหญ่จะเป็นถนน สะพาน และฝายกั้นน้ำ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลันอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากยังมีฝนตกลงมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง


จ.สุโขทัย น้ำท่วมยังคงสร้างปัญหาให้กับสุโขทัยอย่างหนัก แม้กระทั่งพระสงฆ์ ยังไม่สามารถออกไปบิณฑบาตได้ ต้องหุงอาหารฉันเอง ทั้งตลาดและสถานที่สำคัญต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า โดยระดับน้ำจากแม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำบางจุดระดับน้ำท่วมสูงกว่า 10 เมตร ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 84,544 คน 20,941 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายนับแสนไร่ สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัยนั้น ได้มีการประกาศให้ 8 อำเภอเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย คือ อ.ศรีสัชนาลัย อ.สวรรคโลก อ.ศรีสำโรง อ.เมือง อ.กงไกรลาศ อ.ศีรีมาศ อ.ทุ่งเสลี่ยม และ อ.บ้านด่านลานหอย จ.พิษณุโลก ขณะนี้กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากน้ำท่วมฉับพลัน ที่ทะลักมาจาก จ.สุโขทัย อีกทั้งยังมีน้ำป่าจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ที่ต้องคอยระวังเตรียมตัวรับมือให้ดี ซึ่งแม้น้ำจะลดลงบ้างแล้ว เหลือ 30-50 เซนติเมตร แต่ชาวพิษณุโลกใน 4 อำเภอ ก็ยังคงลำบากกับภัยธรรมชาติที่ยากต่อการรับมือ โดยพื้นที่การ เกษตรเสียหายไปแล้วกว่า 1,000 ไร่


จ.ชัยภูมิ น้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ในหลายอำเภอ และปริมาณของน้ำกำลังค่อย ๆ ลดลง แต่พื้นที่การเกษตรของชาวบ้านก็กลับเสียหายเป็นพันไร่ ซึ่งทำให้ชาวบ้านต่างหมดกำลังใจในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงนี้


จ.อุุบลราชธานี ระดับน้ำท่วมขณะนี้สูง 1 เมตร ในพื้นที่ 2 อำเภอ สร้างความเสียหายให้กับภาคการเกษตรกว่า 1,000 ไร่


จ.อุดรธานี น้ำท่วมใน 3 อำเภอ ระดับน้ำสูง 90 เซนติเมตร พื้นที่การเกษตรเสียหาย 10,000 ไร่


จ.กาฬสินธุ์ น้ำท่วมหนักในพื้นที่ 5 อำเภอ ระดับน้ำสูงประมาณ 1 เมตร สร้างความเสียหายให้กับภาคการเกษตรมากถึง 35,000 ไร่


จ.ร้อยเอ็ด วิกฤติน้ำท่วมไม่ต่างจากที่ จ.กาฬสินธุ์ เท่าใดนัก ประชาชนในพื้นที่ 5 อำเภอ ต้องเผชิญระดับน้ำสูง 1 เมตร พื้นที่การเกษตรเสียหาย 30,000 ไร่ จ.ชัยภูมิ น้ำป่าหลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ใน 3 อำเภอ ระดับน้ำเริ่มลดลงเหลือ 1 เมตร พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 3,000ไรจ.สกลนคร น้ำท่วมหนักจนต้องประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติอุทกภัยฉุกเฉิน 16 อำเภอ จากทั้งหมด 18 อำเภอในจังหวัด ส่วนพื้นที่ความเสียหายยังอยู่ระหว่างการสำรวจ


จ.พิจิตร น้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาเพชรบรูณ์ ทำให้บ้านเรือน และโรงเรียนบางแห่งถูกน้ำท่วม ทำให้ต้องมีการปิดการเรียนการสอนไปแล้ว 5 แห่ง ส่วนพื้นที่ทำการเกษตรเสียหายถึง 50,000 ไร่ โดยระดับน้ำสูง 1 เมตร จ.ตากมีน้ำท่วมใน 2 อำเภอ สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตร 1,000 ไร่ ระดับน้ำขณะนี้สูง 10 เซนติเมตร


จ.เพชรบูรณ์ ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ 2 อำเภอ ระดับน้ำสูง 50 เซนติเมตร