วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

ผลเสียของการทำศัลยกรรม
ต่อมา..จากครั้งที่แล้ว วันนี้! เราก็จะมาพูดถึงผลเสียจากการทำศัลยกรรมกันนะค่ะ ศัลยกรรมพลาสติก เคยได้ยิน เคยรู้ใช่ไหมว่ามันคือวิธีของหมอสมัยใหม่ที่จะทำให้คนสวย คนหล่อ หรือทำให้ดูหนุ่ม ดูสาวขึ้น ศัลยกรรมพลาสติกจึงมีทั้งการดึงหน้า ดึงตา ฉีดสารบางอย่างเข้าไป ดูดไขมันบางส่วนออกมา ตัดส่วนเกิน เติมส่วนขาดของส่วนหนึ่งส่วนใดในร่างกาย และอีกหลายๆ อย่าง


เมื่อปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันกว่าล้านคนที่ทำศัลยกรรมนี้ โดยกว่า 50% ยอมรับว่าอยากสวย อยากหล่อเท่านั้นเอง โดยไม่ได้นึกถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ผู้คนเห็นว่าเรื่องการทำศัลยกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่ถึงอย่างไรทางการแพทย์ก็ยังเตือนให้พึงระลึกไว้เสมอว่า การผ่าตัดทุกครั้งมีความเสี่ยงสูงถึงชีวิตทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเพียงการผ่าตัดก้นย้อยของคนที่กำลังจะแก้ให้กลมกลึงดังสาวรุ่นนั้น หมอต้องจรดปลายมีดหลายครั้งกว่าการผ่าตัดหัวใจเสียอีก จึงไม่ต้องสงสัยว่า ผู้เข้ารับการผ่าตัดต้องสูญเสียเลือดไปเท่าใด และบางครั้งอาจถึงขั้นสูญเสียชีวิตได้ทีเดียว และอาจเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้บริษัทประกันไม่ยอมคุ้มครองการเจ็บป่วย อันเกิดจากการทำศัลยกรรมเพื่อเสริมสวยความงาม

ในขณะที่การแพทย์เตือนให้ผู้จะรับการผ่าตัดทำศัลยกรรมได้คำนึงถึงอันตรายและความเสี่ยงกันบ้าง เพราะแม้แต่องค์การอาหารและยาแห่งสหประชาชาติ ก็มีนโยบายเพียงตรวจสอบควบคุมเฉพาะยา อุปกรณ์การแพทย์และสารหรือวัสดุที่ใช้ในการนี้เท่านั้น ไม่ได้ควบคุมไปถึงขั้นตอนหรือกรรมวิธีการผ่าตัดของหมอด้วย
แต่ศัลยแพทย์ก็ออกมารับประกันความเสี่ยง โดยอ้างว่าเปอร์เซนต์ความเสี่ยงนั้นมีน้อยมาก ผลร้ายที่อาจเกิดขึ้นมีเพียงภาวะการติดเชื่อและโรคหัวใจอันเนื่องมาจากการวางยาสลบ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด ท่านที่กำลังจะตัดสินใจทำศัลยกรรม ลองดูตัวอย่างความเสี่ยงอย่างต่ำที่สุดดู ตัวอย่างการดึงตาซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายกว่าการดึงหน้า คนที่กำลังจะแก่ หนังตาจะตกต้องดึงไว้ก่อน หมอใช้เวลาเพียง 1 - 2 ชั่วโมงเท่านั้น ผลออกมาจึงเป็นที่พอใจและถูกใจของเจ้าของตาแทบทุกราย งานนี้แม้จะง่ายก็ยังไม่วายมีความเสี่ยง ซึ่งมีเพียง 5% ที่พบว่ามีปัญหาทุกครั้งที่หลับตา เป็นอยู่หลายเดือนและมีอีกหลายรายที่ไม่อาจหลับตาได้ตามปกติ บางรายมีภาวะการมองเห็นแย่ลง และมีอยู่ 0.5% ที่ถึงขั้นตาบอด


มีข่าวตีพิมพ์เกี่ยวกับผลข้างเคียงในการทำศัลยกรรมตกแต่งมากมาย ซึ่งเกิดอาการแทรกซ้อน มีสาเหตุมาจากอาทิเช่น พยาบาล แพทย์หรือผู้ที่ทำการผ่าตัดหรือทำศัลยกรรมตกแต่ง ขาดความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ขาดความระมัดระวังในการประกอบวิชาชีพ หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการเสริมความงามดังกล่าวเช่น ซิลิโคนหรือเต้านมเทียมซิลิโคน ที่ใช้ฝังในร่างกายนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ ขาดความปลอดภัย หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น
หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีนี้ ก็คือ กองควบคุมการประกอบโรคศิลปะซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ สำหรับในส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งได้แก่ ซิลิโคนหรือเต้านมเทียมนั้น กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ดังกล่าว


อยากจะให้คิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องในการรับผิดชอบที่ตัวเอง ก่อนทำศัลยกรรมนะค่ะ!




วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

เห็นว่าน่ารักดี

L'ours blanc ou ours polaire (Ursus maritimus) est un grand mammifère carnivore originaire des régions arctiques. C'est, avec l'ours kodiak, le plus grand des carnivores terrestres et il figure au sommet de sa pyramide alimentaire.
Parfaitement adapté à son
habitat, l'ours blanc possède une épaisse couche de graisse ainsi qu'une fourrure qui l'isolent du froid. La couleur blanche de son pelage lui assure un camouflage idéal sur la banquise et sa peau noire lui permet de mieux conserver sa chaleur corporelle. Pourvu d'une courte queue et de petites oreilles[1], il possède une tête relativement petite et fuselée ainsi qu'un corps allongé, caractéristiques de son adaptation à la natation. L'ours blanc est un mammifère marin semi-aquatique[2], dont la survie dépend essentiellement de la banquise et de la productivité marine. Il chasse aussi bien sur terre que dans l'eau.
Cette espèce vit uniquement sur la
banquise autour du pôle Nord, au bord de l'océan Arctique. En raison du réchauffement climatique et du bouleversement de cet habitat, les populations d'ours blanc sont globalement en déclin et l'espèce est considérée comme en danger.
Animal charismatique, l'ours blanc a un fort impact culturel sur les peuples
inuit, qui dépendent toujours de sa chasse pour survivre. Il a également marqué la culture populaire via certains de ces représentants comme Knut, ou encore l'art avec la sculpture d'ours blanc réalisée par François Pompon.




Le lapin nain de couleur est l'une des races de lapin domestique les plus répandues dans les animaleries européennes. En effet, génétiquement semblables au Polonais appelé aussi Hermine, ils n'ont jamais vraiment été élevés pour leur chair.

La baleine est un mammifère marin de grande taille classé dans l'ordre des cétacés. Le terme s'applique à plusieurs espèces différentes dans les sous-ordres des mysticètes (baleines à fanons) et des odontocètes (baleines à dents). Les baleines représentent des animaux parmi les plus gros ; et deux espèces (respectivement la baleine bleue et le rorqual commun) qui sont les deux animaux les plus grands ayant jamais existéLe terme baleine est issu du latin ballaena, ballena dont Plaute fait la description. Le terme latin est probablement un emprunt de φάλλαινα [phallaina] issu d'une des œuvres d'Aristote[1] et pouvant se traduire par « chose gonflée »[2]. Le petit de la baleine est appelé baleineau.
Aujourd'hui, ce terme décrit les espèces de grands cétacés, et regroupe toutes les espèces de cétacé à
fanons et certaines espèces à dents parmi les baleines à bec, les cachalots, la Baleine blanche et la baleine tueuse, à savoir l'orque.
Notons que le
requin baleine n'est pas une baleine mais un poisson cartilagineux, le plus grand d'entre eux d'ailleurs. Le terme baleine dénote ici le gigantisme ; ce nom est donné génériquement aux plus grandes espèces de cétacés ; les cétacés plus petits pouvant être désignées par un autre terme générique comme celui de dauphin.

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

" ละครสัตว์รัสเซีย "

หากดินแดนหมีขาวอย่างรัสเซีย คือ อดีตสมาชิกของสหภาพโซเวียตที่ใหญ่ที่สุด มีอิทธิพลที่สุด และเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก ณ วันนี้ การแสดงละครสัตว์บันลือโลกที่เรียกกันติดปากว่า “รัสเซียนเซอร์คัส” ก็คงจะเป็นการแสดงที่ผู้คนทั่วโลกต่างรอคอยที่จะได้ชมสักครั้งหนึ่งในชีวิตก็คงยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน


ความจริงแต่ก่อนนี้ คำว่า “ละครสัตว์” ในภาษาอังกฤษนั้นไม่ได้มีคำเรียกว่า เซอร์คัส (Circus) อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ เซอร์คัสในยุคนั้นหมายถึง เซอร์เคิล (Circle) หรือวงกลมนั่นเอง เพราะสมัยก่อนเหล่าสุภาพบุรุษโรมันนิยมการออกกำลังด้วยการขี่ม้าไปรอบๆ สนามที่เป็นวงกลม โดยสนามที่โด่งดังที่สุดของโรมันก็คือ เซอร์คัส แม็กซิมุส อันกว้างขวาง บริเวณเชิงเขาพาลาทิเน่ในกรุงโรม ซึ่งสนามนี้ยังใช้เป็นสนามสำหรับการประลองแข่งม้า และแสดงกิจกรรมต่างๆ ด้วย แต่นั่นก็ยังเรียกว่าเป็นละครสัตว์ได้ไม่เต็มปากนัก
และผู้ที่ทำให้ละคสัตว์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นคนแรกก็ไม่ใช่คนรัสเซีย หากแต่เป็นชายหนุ่มชาวอังกฤษ ฟิลิป แอสตลีย์ผู้ซึ่งมีความสนใจในการขี่ม้ามาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาก็ต้องออกจากบ้านไปสมัครเป็นทหาร ก่อนจะกลายมาเป็นทหารที่ขี่ม้าได้เชี่ยวชาญที่สุดคนหนึ่ง และทำให้เพื่อนทหารด้วยกันถึงกับตะลึงบ่อยๆ เมื่อเห็นเขายืนบนหลังม้าที่กำลังควบ โดดขึ้นลงในขณะที่ม้ากำลังวิ่ง หรือเอาหัวตั้งเท้าชี้ฟ้าบนหลังม้าที่กำลังวิ่งเหยาะๆ
นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้โรงละครสัตว์ของรัสเซียที่แขกไปใครมาต้องแวะมาชม ในวันนี้ยังคงมีรูปร่างเป็นโดมทรงกลม มีเวทีกลมๆ อยู่ตรงกลาง และมีม้าแสนรู้เป็นหนึ่งในชุดการแสดงที่เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วทั้งอัฒจันทร์
นอกจากการแสดงของม้าแล้ว ละครสัตว์รัสเซียวันนี้ยังมีเสือขาวเป็นหนึ่งในตัวเอก เช่นเดียวกับสุนัขแสนรู้ และลิงแสนฉลาดรวมอยู่ด้วย ขณะที่สัดส่วนของการแสดงสัตว์ลดลง ความสามารถพิเศษของคนก็ถูกนำมาแทนที่ ทั้งการแสดงยิมนาสติกแบบผาดโผนที่ไม่มีตาข่ายรองรับอยู่เบื้องล่าง การสปริงตัวอันสุดยอดของคนจากชนเผ่ามาไซ





วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

กุหลาบ


ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรดิจีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย สำหรับชาวโรมันแล้วเรียกได้ว่าดอกกุหลาบมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน เพราะชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ซึ่งเป็นทั้งของขวัญ เป็นดอกไม้สำหรับทำเป็นมาลัยต้อนรับแขก เป็นดอกไม้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ ส่วนน้ำมันกุหลาบยังใช้ทำเป็นยาได้อีกด้วย

บางตำนานกล่าวว่ากุหลาบเกิดจากการชุมนุมของบรรดาทวยเทพ เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งเทพธิดาแห่งบุปผาชาติ หรือ คลอริส บังเอิญไปพบนางนอนสิ้นชีพอยู่ ในตำนานนี้กล่าวว่า อโฟรไดท์ เป็นเทพผู้ประทานความงามให้ มีเทพอีกสามองค์ประทานความสดใส เสน่ห์ และความน่าอภิรมย์ และมี เซไฟรัส ซึ่งเป็นลมตะวันตกได้ช่วยพัดกลุ่มเมฆ เพื่อเปิดฟ้าให้กับแสงของเทพ อพอลโล หรือแสงอาทิตย์ส่องลงมาเพื่อประทานพรอมตะ จากนั้น ไดโอนีเซียส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นก็ประทานน้ำอมฤต และกลิ่นหอม เมื่อสร้างบุปผาชาติดอกใหม่นี้ขึ้นมาได้แล้ว เทพทั้งหลายก็เรียกดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมและทรงเสน่ห์นี้ว่า Rosa จากนั้น เทพธิดาคลอริส ก็รวบรวมหยดน้ำค้างมาประดับเป็นมงกุฎ เพื่อมอบให้ดอกไม้นี้เป็นราชินีแห่งบุปผาชาติทั้งมวล จากนั้นก็ประทานดอกกุหลาบให้กับเทพ อีโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แล้วเทพ อีโรส ก็ประทานกุหลาบนี้ให้แก่ ฮาร์โพเครติส ซึ่งเป็นเทพแห่งความเงียบ เพื่อที่จะเก็บซ่อนความอ่อนแอของทวยเทพทั้งหลาย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบและความเร้นลับอีกอย่างหนึ่ง



สีแดง สื่อความหมายถึง ความรักและความปรารถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ
สีชมพู สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์
สีขาว สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง
สีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ
สีขาวและแดง สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กุหลาบตูม สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย

มารี-อองตัวเน็ต โฌเซฟ ฌานน์ เดอ ฮับสบูร์ก-ลอแรนน์


มารี-อองตัวเน็ต โฌเซฟ ฌานน์ เดอ ฮับสบูร์ก-ลอแรนน์ (ประสูติ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2298กรุงเวียนนา สิ้นพระชนม์ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2336 กรุงปารีส) เจ้าหญิงแห่งฮังการี และแคว้นโบฮีเมีย อาร์คดัชเชสแห่งออสเตรีย ราชินีฝรั่งเศส และนาวาร์ (แคว้นบาสก์ในปัจจุบัน) (พ.ศ. 2317พ.ศ. 2336) รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า มารี-อองตัวเนตแห่งออสเตรีย พระนางถูกประหารด้วยกิโยตินระหว่างการปฏิวัติ
ธิดาของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ที่ 1 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ดยุคใหญ่แห่งแคว้นทัสคานี (แห่งราชสำนักลอเรนน์) กับสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถมาเรีย เทรีซาแห่งออสเตรีย มารี อองตัวเนตดำรงพระยศเป็น กษัตริย์ แห่งฮังการี และราชินีแห่งแคว้นโบฮีเมีย อาร์คดัชเชสแห่งออสเตรีย (แห่งราชสำนักฮับสบูร์ก) พระนางประสูติเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2298 (ค.ศ. 1755) เป็นธิดาองค์ที่ 15 และก่อนองค์สุดท้ายของพระบิดาและพระมารดา พระนางถูกเลี้ยงดูโดยอายาส เหล่าข้าราชบริพารของราชสำนัก (มาดาม เดอ บร็องเดส และต่อมาโดยมาดาม เดอ เลอเชนเฟลด์ ผู้เข้มงวด) ภายใต้การสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวดของจักรพรรดินี ผู้มีแนวความคิดล้าหลังเกี่ยวกับการเลี้ยงดูโอรสและธิดา ด้วยการควบคุมสุขอนามัย และกระยาหารอย่างเข้มงวด และการทรมานร่างกายด้วยกิจกรรมหนักหน่วง มารี อองตัวเนตเติบโตขึ้นที่พระราชวังฮอฟบูร์กในกรุงเวียนนา และ ปราสาทชอนบรุนน์ การศึกษาของพระนางค่อนข้างถูกปล่อยประละเลย (หรือในอีกแง่หนึ่ง คือถูกเลี้ยงมาแบบง่ายๆกว่าการเลี้ยงดูราชนิกูลในราชสำนักฝรั่งเศส ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ห่างไกลจากกฎเกณฑ์ทั้งปวงของราชสำนัก เกือบจะแบบชาวบ้านธรรมดา) สามารถอ่านออกเขียนได้เมื่ออายุเกือบสิบชันษา เขียนภาษาเยอรมันได้ไม่ดีนัก พูดภาษาฝรั่งเศสได้น้อยนิด และยิ่งถ้าเป็นภาษาอิตาเลียนแล้วพระนางพูดได้น้อยมาก แม้ว่าทั้งสามภาษานั้นจะเป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในบรรดาราชนิกูลของออสเตรียก็ตาม จักรพรรดินีได้บังคับให้พระนางอภิเษกสมรสกับหลานชายคนโตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ผู้มีชันษาใกล้เคียงกัน และในขณะเดียวกัน จักรพรรดินียังใฝ่ฝันจะจัดการอภิเษกอิซาเบล ธิดาอีกองค์ กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ผู้ทรงชราภาพ
เมื่อมารี อองตัวเนตทรงเจริญพระชนมายุได้ 13 ชันษา จักรพรรดินีที่ขณะนั้นทรงเป็นหม้าย ได้ทรงสนพระทัยเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษาของโอรสธิดา เพื่อจะได้สามารถจัดการอภิเษกสมรสได้ อาร์คดัชเชสมารี อองตัวเนต ได้หัดเล่น
ฮาร์ปซิคอร์ด กับ คริสตอฟ วิลบัลด์ กลุค (คีตกวีชื่อดัง) และเรียนนาฏศิลป์ฝรั่งเศสกับโนแวร์ เมื่อพระมารดาต้องเลือกระหว่างนักแสดงสองคนเพื่อให้มารี อองตัวเนตหัดการอ่านออกเสียง และร้องเพลง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสได้ทัดทานอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเห็นว่านักแสดงไม่มีคุณสมบัติพอ มารี-เทเรซา แห่งออสเตรีย จึงได้ขอให้เขาจัดหาครูที่ราชสำนักฝรั่งเศสรับรองมาให้ ผู้ที่ถูกส่งมาคือ บาทหลวงแห่งแวร์มงด์ ผู้นิยมในยุคแสงสว่าง และผู้นิยมศาสตร์แห่งการคัดตัวหนังสือ เขาจะเป็นผู้ที่แก้ไขข้อบกพร่องทางการศึกษาของมารี อองตัวเนต
เมื่อวันที่
13 มิถุนายน พ.ศ. 2312 (ค.ศ. 1769) มาร์กีแห่งดูร์ฟอร์ต ได้มาสู่ขอมารี อองตัวเนตเพื่ออภิเษกกับมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส จักรพรรดินีมารี-เทเรส แห่งออสเตรียรีบตกปากรับคำ ส่วนฝ่ายฝรั่งเศสที่เคร่งศาสนาได้คัดค้านการหมั้นหมายดังกล่าวที่ดำเนินการโดยดยุคแห่งชัวเซิล เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส เนื่องจากจะเป็นการเอื้อประโยชน์กับออสเตรีย ศัตรูตลอดกาล พวกเขาได้เรียกพระชายาของมกุฎราชกุมารแล้วว่า ผู้หญิงออสเตรีย